
การดูแลสุขอนามัยและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่อในชุมชน ถือเป็นภารกิจหลักที่ หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การนำเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพอย่าง เครื่องพ่นหมอกควัน มาประยุกต์ใช้เพื่อ พ่นยาฆ่าเชื้อโรค เป็นหนึ่งในมาตรการเชิงรุกที่ได้รับการยอมรับ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การปฏิบัติงานของ กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เป็นไปตามมาตรฐานสาธารณสุข มีความปลอดภัย และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ผู้ปฏิบัติงานจำเป็นต้องเข้าใจถึงอัตราส่วนการผสมน้ำยาและขั้นตอนการใช้งานที่ถูกต้อง
ภารกิจสำคัญของท้องถิ่น: ทำไมต้องเตรียมพร้อม เครื่องพ่นหมอกควัน?
การเตรียมความพร้อมด้านครุภัณฑ์สาธารณสุข เช่น การจัดหา เครื่องพ่นหมอกควัน เทศบาล หรือ เครื่องพ่นหมอกควัน อบต. ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ จะช่วยให้ส่วนราชการสามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทันท่วงที โดยเฉพาะการจัดทีมเพื่อลงพื้นที่ดำเนินการ:
- พ่นฆ่าเชื้อ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และ พ่นฆ่าเชื้อ โรงเรียน เพื่อปกป้องกลุ่มเปราะบาง
- พ่นฆ่าเชื้อ อาคารสถานที่ราชการ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนที่มารับบริการ
- พ่นยาฆ่าเชื้อ พื้นที่สาธารณะ ตลาดชุมชน หรือพื้นที่จัดกิจกรรมที่มีคนรวมตัวกันจำนวนมาก
มาตรฐานสาธารณสุข: อัตราส่วนการผสมน้ำยาสำหรับ เครื่องพ่นหมอกควัน
การใช้ เครื่องพ่นหมอกควัน เพื่อ พ่นยาฆ่าเชื้อโรค (Thermal Fogging for Disinfection) จะแตกต่างจากการพ่นกำจัดแมลง เนื่องจากต้องใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่ทนทานต่อความร้อนได้และระเหยเป็นหมอกควันโดยไม่สูญเสียประสิทธิภาพ
หลักการผสมน้ำยาเบื้องต้นที่ถูกต้อง:
- เลือกน้ำยาที่รองรับระบบความร้อน: ต้องเป็นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่ระบุชัดเจนว่าสามารถใช้กับเครื่องพ่นควันระบบความร้อนได้ (มักมีสารสร้างควันผสมอยู่ หรือใช้น้ำเปล่าร่วมกับสารผสมเพิ่ม (Carrier) ตามสัดส่วนที่ผู้ผลิตแนะนำ)
- ตรวจสอบความเข้มข้น: โดยทั่วไป อัตราส่วนการผสมจะขึ้นอยู่กับชนิดของสารออกฤทธิ์ (Active Ingredient) เช่น สารกลุ่มไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen Peroxide) หรือสารสกัดจากธรรมชาติ ควรยึดตามเอกสารกำกับสารเคมี (MSDS) อย่างเคร่งครัด
- การเตรียมส่วนผสม: หากใช้น้ำยาเข้มข้น มักมีอัตราส่วนผสมอยู่ที่ 1:100 หรือ 1:200 (น้ำยา : น้ำ/สารสร้างควัน) แต่ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ต้องคำนวณปริมาตรตามขนาดพื้นที่ที่จะฉีดพ่นเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้ควันหนาทึบจนเกินไปหรือสารเคมีตกค้างมากเกินความจำเป็น
ขั้นตอน การลงพื้นที่ฉีดพ่น อย่างถูกต้องและปลอดภัย
สำหรับ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และ อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติภารกิจ ควรปฏิบัติตามขั้นตอนมาตรฐานดังต่อไปนี้:
1. การเตรียมความพร้อมก่อนฉีดพ่น
- ผู้ปฏิบัติงานต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ให้รัดกุม ได้แก่ ชุดคลุมร่างกาย หน้ากากกันสารเคมี แว่นตานิรภัย และถุงมือยาง
- ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ออกจากพื้นที่ก่อนทำการพ่นอย่างน้อย 30 นาที – 1 ชั่วโมง
- ปิดระบบระบายอากาศ (แอร์, พัดลมระบายอากาศ) ปิดประตูและหน้าต่าง เพื่อให้ควันอบอวลและสัมผัสกับพื้นผิวได้อย่างเต็มที่
2. ขั้นตอนการปฏิบัติงาน
- สตาร์ทเครื่องพ่นภายนอกอาคารก่อนนำเข้าไปใช้งาน
- เริ่มเดินฉีดพ่นจากด้านในสุดของอาคารหรือห้อง แล้วค่อยๆ ถอยร่นออกมาทางประตูทางออก เพื่อหลีกเลี่ยงการสูดดมควัน
- ทำมุมหัวพ่นเฉียงขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้ละอองควันลอยกระจายตัวและตกลงมาเคลือบพื้นผิวต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ
- ไม่ควรจ่อหัวพ่นไปที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร หรือเอกสารสำคัญโดยตรง
3. การจัดการหลังการฉีดพ่น
- ปล่อยให้ควันลอยตัวและอบอยู่ในพื้นที่ปิดเป็นเวลาอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง (ตามข้อกำหนดของน้ำยาแต่ละชนิด)
- หลังจากนั้น ให้เปิดประตู หน้าต่าง และระบบระบายอากาศ เพื่อระบายควันออกให้หมดก่อนอนุญาตให้ผู้คนกลับเข้าใช้พื้นที่
- ล้างทำความสะอาดถังน้ำยาของตัวเครื่องด้วยน้ำเปล่า และสตาร์ทเครื่องพ่นลมเปล่าไล่น้ำยาที่ตกค้างในท่อออกให้หมด เพื่อป้องกันการอุดตัน
แนะนำ เครื่องพ่นหมอกควัน มาตรฐานสากลสำหรับหน่วยงานราชการ
เพื่อให้ การลงพื้นที่ฉีดพ่น เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่สะดุด และคุ้มค่าต่องบประมาณของทางราชการ ขอแนะนำเครื่องพ่นประสิทธิภาพสูงที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานหนักโดยเฉพาะ
👉 เครื่องพ่นหมอกควัน AIROFOG AT35
AIROFOG AT35 เป็นเครื่องพ่นหมอกควันระบบความร้อนที่ผลิตจากวัสดุคุณภาพสูง ทนทานต่อการกัดกร่อนของสารเคมี ระบบการทำงานได้มาตรฐานความปลอดภัยสากล ให้ละอองฝอยที่ละเอียดสม่ำเสมอ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้เป็นครุภัณฑ์ประจำหน่วยงาน เพื่อยกระดับความปลอดภัยและสุขอนามัยในพื้นที่รับผิดชอบของคุณ